banner
222
อังคาร ที่ 6 เดือน สิงหาคม พ.ศ.2562 แก้ไข admin

ผมอยากได้พิณ...หาเลี้ยงแม่กับน้อง

 

นางสาวทองพูล  บัวศรี

ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน  มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

 

การเดินถนนแต่ละครั้ง แต่ละเวลา มีการเปลี่ยนแปลงกันทุกครั้ง  ในฐานะของครูข้างถนนมือใหม่เพราะเป็นการทำงานที่ลงสัมผัสปัญหาของเด็กเร่ร่อนอย่างแท้จริง  ซึ่งไม่ได้เพียงเขาบอก อ่านมาจากตัวหนังสือ 

งานภาคสนามข้างถนน เปลี่ยนแปลงไปมากจากที่ครูได้รับรู้ ได้บอกกล่าว  แม้ในบางส่วนจะลงไปศึกษาดูงานทำวิจัยด้วยตนเองในรูปแบบของการวิจัยภาคสนามในการถอดบทเรียนของกลุ่มครูข้างถนนที่ทำงานเกาะพื้นที่ทุ่มแรงกาย แรงใจ ในการแก้ปัญหาให้กับเด็กและครอบครัว

เมื่อลงมาทำงานจริงๆ ยากแท้หยั่งถึงจริงๆ ครูเดินบนถนนด้วยความอยากรู้ อยากเห็น  อยากเห็นปัญหาที่แท้จริง โดยไม่ต้องมีใครมาหรอกข้อมูล  และเป็นข้อเท็จจริงที่ครูสัมผัสด้วยหัวใจ  สิ่งเหล่านี้การทำงานจึงติดตามมาอย่างยาวนานในการแก้ไขปัญหาของเด็กเร่ร่อนต่างด้าว  ที่เขาเองก็มีหัวใจที่ต้องการดูแล แม่กับน้องและหลาน

ครูครับ  ครูครับ  จำผมได้ไหม  เด็กหนุ่มใบหน้าที่แบนราบ  ปากที่แหว่างติดกับ สมานเข้ากันระหว่างเหงือกทั้งสองข้างติดกัน  คงต้องงัดฟันที่ติดกับเหงือกออก คงเจ็บปวดน่าดูเลย  เพราะทำในขณะที่โตขึ้น  ร่างกายสูงกว่าครูแน่นอน  เป็นหนุ่มแล้ว

ครูจำได้  แต่วันนี้โตขึ้นมาก  จึงมากันมานั่งที่ห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่  ซึ่งมีที่นั่ง สำหรับคนที่ขอทาน  ครูจึงดึงตัวหนุ่มน้อย ชื่อ “แซม”  แห่งกัมพูชาลุกขึ้น  ไปนั่งกันที่หน้าร้านอาหารยีห้อดัง   เด็กหนุ่มกระซิบเดี๋ยวยามมาไล่ครับหนู   นั่งได้ประมาณห้านาที  ยามเดินมาไล่ทันทีว่า  พากันมาทำอะไร นั่งขว้างทางเดินนักท่องเที่ยว

ครูไม่สนใจหรอกแต่ครูอยากคุยกับ “น้องแซม” มากกว่า  แต่ยามบอกว่าต้องพากันไปกินอาหารในร้านซิ  นั่งได้ตามสบายเลย   นายแซมคนหล่อของครูบอกว่า ครูไปบิ๊กซีกัน ครูจะไปซื้อรองเท้าให้น้องไม่ใช่หรือ  ผมอยากได้เครื่องดนตรี

จึงพากันไปนั่งที่ ฟู๊ดคอร์ด   ซื้ออาหารเย็นมากินกัน  เพราะครูเองก็ต้องกินอาหารเย็นให้ตรงต่อเวลา  ไม่อย่างนั้นโรคที่เคยเป็นจะกลับมาหาอีกครั้ง   จึงแบ่งเงินกันไปซื้ออาหารมานั่งกินกัน  สองคน หนึ่งร้อยบาทก็พอไหว   สำหรับชีวิตที่ต้องดิ้นรนกันคนละแบบ

เสียงน้องแซม เอ่ยขึ้นมาก่อนว่า อาหารมื้อนี้เป็นมื้อแรกของวันเลย “ครูจิ๋ว”  วันนี้ทั้งวันคนในครอบครัวยังไม่ได้กินอะไรกันเลย  หลานของผมก็ยังไม่ได้กิน  อยู่กับแม่ที่พระประแดง  ช่วงนี้หน่วยงานที่จับแบบเข้ม  ลงจับทุกวัน  คนจน คนอย่างพวกผมก็ต้องหูตาไหว  เอาตัวรอดให้พ้นสายตารัศมีอันแรงกล้าของเจ้าหน้าที่




ครูครับ  ผมอยากได้  “พิณ”

เป็นเครื่องดนตรีของคนอีสาน  เธอเล่นได้ด้วยหรือ  ต้องไปเรียนก่อนนะ

สำหรับผม เป็นเพียงแค่ ครูพักลักจำเท่านั้นเองครู    ผมเล่นได้  กินข้าวเสร็จ ผมจะเล่นให้ครูดูว่าเล่นได้แค่ไหน     มันจะช่วยให้ผมหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้ครับ ครู...

ครูเองคำนวณเงินที่ใช้สำหรับเด็กเร่ร่อนต่างด้าวที่ขอความช่วยเหลือมาจากคุณหมอวิชช์  เกษมทรัพย์   จำนวน 60,000 บาท  ซึ่งก็ใช้เกินไปมาก   ได้โทรคุยกับคุณหมอ ช่วยน้องแซมซื้อพิณในราคาที่สูงพอควร ได้เครื่องมือในการแสดงความสามารถ  ซึ่งเปลี่ยนจากการขอเงินผู้อื่น แต่กลายมาเป็นผู้แสดงความสามารถ  คนที่ให้ค่าชม  น้องแซมก็จะนำเงินเหล่านี้เลี้ยงคนในครอบครัวได้อีกหลายชีวิตด้วยกัน

ทั้งครูและน้องแซม ต่างคนต่างก็นั่งกินข้าวกันอย่างเงียบๆ  สำหรับน้องแซม กินเร็วมาก  พร้อมกับน้ำทีเดียวสองขวดเลย  บอกว่าต้องการให้อิ่มไปถึงวันพรุ่งนี้เช้า

สำหรับครูเองกินช้ามาก  เพราะเงินที่เหลืออยู่ ต้องใช้อย่างประหยัด  สำหรับเด็กอีก 5 คน ที่ต้องซื้อชุดลูกเสือ  ชุดเนตรนารี  มี 2 ชุดที่นำของเก่ามาใช้ก่อน  เงินก็พอสักประมาณ 4 พันบาทได้  แต่เครื่องดนตรีให้  ก็ต้องคิดหนักเหมือนกัน  ครูขอสัญญาได้ไหมว่า ครูซื้อ “พิณ” ให้แล้วเธอจะไม่เอาไปขายเด็ดขาด  มันเครื่องดนตรี เป็นเครื่องมือที่จะใช้เป็นเสียงเพลงที่สื่อความหมาย มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ใน “พิณ”  เครื่องดนตรีเหล่านี้ต้องมีการไหว้ครูด้วย  

ครูจึงใคร่ครวญถึงความเป็นไปเป็นมาของ น้องแซม

(1) เมื่อสี่ปีที่แล้วพบเด็กชายคนหนึ่งมากับพ่อเลี้ยงของเด็กชายคนนี้  พ่อเลี้ยงตาบอดทั้งสองข้าง  ร่างกายที่ผอมโซ  เวลาขอทานจะถอดเสื้อ  เพื่อให้คนที่เดินผ่านเห็น แล้วเกิดความสงสารจะให้เงิน  พื้นที่พ่อลูกคู่นี้นั่งประจำคือ ทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้าสยาม  

(2)สำหรับน้องแซมคนนี้ปากแหว่งเพดานโหว่  ซึ่งทางโครงการนัดคุณหมอหลายครั้ง แต่เด็กก็อ้างว่าไม่มีใครจูงพ่อมาร้องเพลงหรือแสดงความสามารถ  จึงไม่ได้รับการรักษา   และก็พยายามหาทางออกด้วยกัน จนพ่อของเด็กอยากได้ไม้เท้าสำหรับคนตาบอด   ครูได้เบี้ยประชุมมา จึงไปซื้อให้ที่สามคมคนตาบอด  จึงใช้มาจนทุกวันนี้

(3)เมื่อสถานการณ์ในการกวาดจับ  รุนแรงมากขึ้น  พ่อลูกคู่นี้ก็ใช้วิธีการหาซื้อลำโพงมา หนึ่งชุด  คนที่ซื้อให้เป็นประชาชนที่อยากเห็นครอบครัวนี้มีเครื่องมือทำมาหากิน  พร้อมกับแฟลชไดร์ฟที่เป็นเพลง  พ่อเลี้ยงของเด็กก็ร้องประกอบ  สำหรับลำโพงว่างไว้เมื่อใด ก็อันตรธานหายไป  จนสุดท้าย พ่อเลี้ยงเหลือเพลงขลุ่ย อันเดียว  ด้วยเหตุผล ว่า “น้องแซม” ถูกจับไปว่าเป็นเด็กเร่ร่อนที่ประพฤติตนไม่สมควรแก่วัย   น้องแซมส่งเข้าที่สถานแรกรับเด็กชายบ้านภูมิเวท  แม่กับน้อง หลาน ลำบากมาก แต่ไม่มีใครได้ไปเยี่ยมน้องแซม ที่สถานแรกรับฯ  ด้วยเหตุผลว่ามันไกลไปไม่ถูก

-ในขณะที่อยู่สถานแรกรับฯ ครูเองก็ได้มีการประสานงานกับนักสังคมสงเคราะห์ ในการผ่าตัดเพดานโหว่  ทางสถานแรกรับฯได้ดำเนินการต่อเนื่อง และที่สำคัญต้องอยู่ในสถานฯแห่งนี้ไม่น้อยกว่า 2 ปี  แผลการผ่าตัดจึงสมานเป็นอย่างดี




-เมื่ออยู่ในสถานแรกรับฯครบกำหนดที่ต้องส่งกลับประเทศต้นทาง  จึงมีการส่งน้องแซมพร้อมเพื่ออีกหลายสิบคนไปเรียนหนังสือ และฝึกงานที่ องค์กรคุมอง ที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา เป็นองค์กรพัฒนาเอกชนที่ รับดูแลเด็กชายที่ส่งกลับ  ซึ่งมีกระบวนการในการติดตามหาครอบครัวดั่งเดิมของเด็ก  หรือบางคนก็มีครอบครัวไปรับเด็กเหล่านี้เหล่านั้นคืนสู่ครอบครัวอีกครั้ง   แต่สำหรับน้องแซม คือมีพ่อจริงๆที่มีทั้งใบเกิด  มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน  สำหรับพ่อมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว  เป็นการแยกกับแม่อย่างเด็ดขาด  น้องแซมจึงขอร้องพ่อให้ทำเอกสารรับตัวออกจากหน่วยงาน  เพื่อไปดำเนินชีวิต  เพราะน้องแซม ฝึกอบรมที่ประเทศไทยแล้ว 2 ปี  อยู่ที่องค์กรนี้อีกเกือบ 2 ปี  จากเด็กร่างกายที่เล็ก กลายมาเป็นเด็กหนุ่มที่สมวัย  และที่สำคัญคืออยากกลับมาอยู่กับแม่ที่ประเทศไทย

(4)เมื่อพ่อไปรับมาอยู่กับพ่อได้เพียงอาทิตย์เดียว พยายามทุกวิธีทางที่ติดต่อกับแม่ ที่อยู่ประเทศไทย ในการเดินทางมาสู้ชีวิตกับแม่อีกครั้ง  แม่มีสภาพร่างกายที่ทรุดโทรมไปมาก  เพราะอาการของแม่ที่ขาหัก  กว่าจะมาติดกันซ่อมแซมร่างกายให้อยู่ในสภาพปกติก็ใช้เวลานาน  ได้ดูแลหลาน ซึ่งเป็นลูกของพี่สาวอีกคน    พี่สาวเดิมเป็นเสาหลักของครอบครัวได้หนีหายไปมีครอบครัวแล้ว  เมื่อเกิดหลานขึ้นมาจึงพาหลานมาให้แม่เลี้ยง   การอยู่การกินทุกอย่างอยู่กับพ่อเลี้ยงคนเดียวที่ออกไปร้องเพลงบ้าง ขอทานบ้าง  มีเรื่องทะเลาะกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ

เมื่อน้องแซมกลับมาสู่ครอบครัวอีกครั้ง  บอกได้คำเดียวว่าผมต้องสู้เพื่อคนในครอบครัว  สี่ปีที่น้องแซม ไปฝึกอบรมในสถานที่ทั้งสองแห่ง เน้นย้ำในการประกอบอาชีพที่สุจริต  เข้าเมืองมาในประเทศไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย  ผมก็อยากทำมาก  แต่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินเรื่องมันมากมาย  ผมแค่หาเงินเลี้ยงในครอบครัว  แต่ผมก็รู้ว่าถ้าถูกจับอีกครั้งพบจะไม่ได้มีโอกาสฝึกอบรมอีกแล้ว ครั้งนี้พบต้องส่งเข้าสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่งอย่างเดียวเลย   แต่พยายามไม่ให้ถูกจับ


(5)การแสดงความสามารถของผมจึงต้องนำออกมาใช้  ผมเป็นประเภทครูพัก รักจำมา  เห็นคนอื่นเขาเล่นดนตรี แลกกับเงิน  ผมก็อยากแสดง บางครั้งก็ขอเข้าเป็นเล่นแทนเป็นบางครั้ง บางคราว  สำหรับผม  เคยเล่นบ้างในขณะที่อยู่สถานแรกรับฯที่ประเทศไทย

-ทั้งครูและน้องแซม เดินมาที่สถานขายเครื่องดนตรี มีพิณด้วยกันจำนวน 5 ชิ้น ซึ่งราคาแตกต่างกันมา เริ่มตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น   ครูจึงเลือกเฉพาะที่ครูพอจะจ่ายได้ไม่มากไปแต่เล่นได้   เสียงของพิณ ที่น้องแซมดีดออกมา  สำหรับครู คือใช่เลย ผู้แสดงความสามารถที่แลกการเล่นพิณ  กับเงินที่จะหาเลี้ยงครอบครัวได้  ครูตัดสินใจซื้อให้น้องแซม   แล้วคอยก็เฝ้ามองในการเล่นของเขา  ที่หน้าห้างสรรพสินค้า  ที่ครูเห็นได้ชัด 

(6)เปลี่ยนสถานะจากคนที่เคยขอทานอย่างเดียว  แต่น้องแซมโตแล้ว  โตเกินกว่าจะมานั่งขอทาน  เปลี่ยนมาเป็นหนุ่มที่มีความสามารถเล่นเครื่องดนตรี “พิณ”  เสียงเพลง เสียงพิณ  เรียกเงินในกระเป๋าของนักท่องเที่ยว  ทำให้เด็กคนนี้นำเงินที่ได้ไปเลี้ยงครอบครัว

ใช้ความสามารถในเครื่องดนตรี ขับขาน เสียงเพลง เป็นเงินที่เลี้ยงครอบครัว