banner
347
พฤหัสบดี ที่ 20 เดือน มิถุนายน พ.ศ.2562 แก้ไข admin

การรอคอยของน้องเดฟ อดีตเด็กเร่ร่อน (ตอนที่ 1 สืบหาประวัติหลักฐาน)

 

นางสาวทองพูล  บัวศรี

ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน  มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

 

          ด้วยโครงการครูข้างถนน  มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก  ปลายปี 2559 ครูได้พบเด็กเร่ร่อน 1 คนที่ไปขอเงินที่ ประตูน้ำ แล้วซื้ออาหารให้กิน เด็กกินเสร็จก็วิ่งหนีไปยอมตอบคำถามอะไรครูเลย เพียงแต่บอกว่าอาศัยอยู่ใต้ทางด่วนสุขุมวิท 1 เท่านั้น

          หลังจากนั้นครูได้พยายามติดตามเด็ก ไปใต้ทางด่วน อาทิตย์ละ 3 วัน ข้อมูลที่อยากรู้จักเด็กและครอบครัวก็ยังไม่คืบหน้า  จนเอารูปที่ถ่ายไว้ไปให้  ครอบครัวใจ(นามสมมุติ) พร้อมสามี ได้บอกชื่อเด็กๆที่มาอยู่ด้วยที่ใต้ทางด่วน

          สิ่งที่เห็น และปะทะความรู้สึก  เด็กๆอยู่กันได้อย่างไร แค่เอาเบาะเก่าๆที่เขาทิ้งกันแล้ว มาซ้อนกัน 3 ชั้น  แล้วก็ปืนกันขึ้นไปนอน  ที่กั้นระหว่างห้องนอนประกอบไปด้วยผ้าห่มที่เขาทิ้งอีกเหมือนกัน  ทุกอย่างมาเป็นการนอนอย่างมีความสุขได้

          ในกลุ่มเด็กทั้งหมดจากใต้ทางด่วนเริ่มต้นด้วย 5 คน  ปัจจุบันขยายเป็น 19 คน  ที่อยู่กันเป็นกลุ่มก้อน  แต่มีเด็กชายอยู่คนหนึ่งที่ไม่เคยพูดกับครูเลย  นอนทั้งวันทั้งคืน


 

          ครูก็เริ่มต้นจาก การถามครอบครัวใจก่อน  เพราะเด็กคนนี้ชอบดูแลน้อง  น้องจะกินอะไรพี่ชายคนนี้หาได้ทูนหัว-ทูนเกล้าให้น้องเลย  ซักเสื้อผ้าน้อง หรือบางครั้งก็เลี้ยงน้องเพื่อให้นางใจไปธุระ  หรือไปอาบน้ำ

          การรบเร้าของครู การเดินไปหาแต่ละครั้ง ครูจะหอบหิ้ว ข้าวสารอาหารแห้ง ตลอดจนอุปกรณ์สำหรับเด็ก ตั้งแต่สบู่ ยาสระผม ยาสีฟัน  ก็จะหิ้วไปให้เสมอ 

          การสนทนาของครูก็เริ่มสอบถามจากน้องเดฟ  ผมชื่อเดฟครับ  ชื่อเด็กชายกิตติพงศ์  อภัยแสง  ผมกับแม่ถูกพ่อแจ้งจับว่าแม่เอาพวกผมไปขอเงินที่แคมป์คงงานก่อสร้าง ที่บึงกุ่ม

          ผมมารู้ตัวอีกครั้ง  แม่ถูกส่งเข้าสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึง   น้องชายคนละพ่ออีกคนถูกส่งไปยังบ้านเด็กอ่อนปากเกร็ด  ส่วนตัวผมถูกส่งเข้าสถานแรกรับบ้านภูมเวท   อยู่ได้เกือบสองปี ได้เรียนหนังสือที่โรงเรียนวัดกลางเกร็ด  ขึ้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ความคิดถึงแม่คิดถึงน้องมันมีความรุนแรงที่อยากไปตามหา  ในใจคิดแค่ว่าขอให้ออกมาก่อน  ครั้งนั้นประมาณปี 2556  ผมกับเพื่อนหนีกันออกมาประมาณ 8 คน   แล้วเพื่อก็พาผมไปอาศัยที่ใต้ทางด่วนคลองเตย  วิ่งขายดอกไม้   แต่ในกลุ่มนี้มีหัวโจ๊กเยอะมาก

          ผมนั้นชอบมากคือการขายพ่วงมาลัยที่ร้อยด้วยดอกไม้ที่รับจ้างจากแม่ค้าที่นั่งร้อย  เป็นกลุ่มเด็กลูกครึ่งผิวดำ สามพี่น้อง  แม่ของเด็กสามคน   ได้รายได้พอซื้ออาหารกิน  แต่ก็เผื่อแผ่เพื่อนคนอื่นที่ นอนกันตื่นสาย เพราะเดินกันทั้งคืน เพราะฤทธิ์ของยา



          อยู่กันเป็นปี สำหรับผมทำงาน คือเดินข้ามไปที่ตลาดคลองเตยรับจ้างเข็นผัก คันละ 20 บาท ก็ได้เงิน 200-300 บาท ทำงานประมาณ ตีสามจนถึง แปดโมงเช้า แล้วก็กลับมานอน  กลุ่มเพื่อก็จะไถ่เงินไป  ผมจะกักเงินไว้อย่างน้อย หนึ่งร้อยบาทสำหรับเลี้ยงตนเองในแต่ละวัน

          ชีวิตการใช้อย่างอิสระ  ก็ต้องดับลงอย่างไม่ต้องมีข้อสงสัย  ในเมื่อเพื่อนจำนวน 8 คน ติดยาเข้าไป 6 คน  โอกาสที่ผู้บังคับกฎหมาย ตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์   ก็มาเชิญตัวเข้าสถานแรกรับกันอีกครึ่งหนึ่ง  ครั้งนี้ ผมโตอายุ 11 ปี  โรงเรียนที่หายขาดมาสองปี  เจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์  เขาก็ไม่ได้ประสานให้ผมได้ไปเรียน   การอยู่ในสถานแรกรับ ผมต้องเข้าฝึกอาชีพตามกลุ่มเพื่อการเปลี่ยนแปลงตัวอีกครั้ง   เมื่อเจอเพื่อนใหม่ ซึ่งแต่ละคนก็เชี่ยวชาญพื้นที่คนละเพื่อน 

ก็เริ่มวางแผนหนีในอีกครั้ง  โดยนัดหมายในช่วงตอนค่ำ  เพราะเจ้าหน้าที่ก็จะสาระวนอยู่กับการนับยอดเด็กเข้าตึก  เวลาค่ำเป็นการซ่อนที่ดี  เพราะใกล้มืดหาไม่เจอ   แล้วเจ้าหน้าที่ก็ต้องพาเด็กที่เหลือเข้าตึก   ขาดคนติดตาม  งานนี้สำเร็จพร้อมเพื่อนอีก 9 คน รุ่นราวคราวเดียวกัน  ในช่วงเดือนตุลาคม 2557  แล้วเพื่อนทุกคนก็มุ่งตรงมาอาศัยอยู่ใต้ทางด่วนสุขุมวิท  ซึ่งมีแม่ขอเพื่อนอาศัยอยู่แล้ว

สำหรับผมที่นี่คือบ้านหลังที่สองของผม   ผมทำงานทุกอย่างที่พอทำได้  เพื่อไม่ต้องการกลับไปที่สถานแรกรับ  แต่ผมก็ต้องช่วยราชการเป็นครั้งแรก  เพราะถูกจับว่าเป็นต่างด้าว เพราะไม่มีเอกสารใดๆ แสดงตัวตนว่าเป็นคนไทย  พยายามจะบอกชื่อตามที่ผมจำความได้ แต่ไม่มีความหมายเลย  อย่างไรก็ช่วยราชการที่โรงพักอยู่ดี 



จนผมมาพบกับครูตัวเล็ก  ครูมาทุกอาทิตย์ พานักศึกษามาสัมภาษณ์ผม หลายเรื่องด้วยกัน  ผมรู้ว่าครูใช้คนอื่นเพื่อให้ผมได้เปิดเผยสิ่งที่ผมปิดบังมาตลอด คือชื่อแม่  เอกสาร  พร้อมทั้งชื่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย  ในขณะเดียวกันครูก็สืบค้นหลายทาง

จนรู้ว่า น้องเดฟ มีชื่อจริง ที่เด็กบอกคือ นายกิตติพงศ์  อภัยแสง  ทั้งเด็กบอกและเอกสารที่สถานแรกรับ ใช้ชื่อนี้เหมือน  ทางเจ้าหน้าที่ของสถานแรกรับนำชื่อนี้ไปเช็คที่ฝ่ายเทศบาลปากเกร็ด  แต่ทุกที่ก็ไม่พบ   ทางหน่วยงานจึงทำบันทึกว่าไม่มีเอกสาร

ครูเริ่มลุยต่อ

1.ตามหาชื่อแม่ของน้องเดฟทันที  เพราะถกจับมาด้วยกัน แล้วแม่มีเอกสาร   จึงได้ชื่อแม่มา  แล้วแม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ที่จังหวัดบุรีรัมย์ 

2.กลับมาหาน้องเดฟ ที่ใต้ทางด่วน ให้ช่วยเล่าเรื่องราว ตอนที่ถูกจับ  แล้วครอบครัวส่งไปที่ไหน  แล้ว น้องอีกสองคนต้องถูกจับแยกกันอย่างไร  รู้แม่ว่าน้องชายชื่อตั๋ม (เด็กชายสมประสงค์  อภัยแสน)  พ่อเอาน้องชายไป  น้องคนเล็กทางหน่วยงานที่จับ  ถูกส่งไปยังสถานเด็กอ่อนบ้านปากเกร็ด   แม่ถูกส่งไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง    เมื่อทราบข้อมูลที่ชัดเจนจากน้องเดฟ  ครูก็ย้อนกลับไปสถานแรกรับบ้านภูมิเวทอีกครั้ง  เจ้าหน้าถ่ายเอกสาร 1 แผ่นให้ ว่าไม่พบข้อมูล  ครูเองก็ถือเอกสารใบนั้นกลับมาที่ทำงานว่าจะหมดหนทางช่วยเหลือจริงๆ หรือ....

3.กลับไปเริ่มสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี อีกครั้งเพื่อขอเอกสารของแม่เมื่อตอนที่ส่งตัวมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554  เจ้าหน้าน่ารักมาก เพราะได้คี่ข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์  จึงทราบว่าแม่นั้นได้ส่งตัวไปที่บ้านกึ่งวิถีที่ปทุมธานี  ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2556  อยู่ได้แค่คืนเดียวแม่ก็หนีออกจากสถานบ้านกึ่งวิถี  จนถึงบัดนี้หาตัวแม่ไม่เจอ   ความหวังของครูเริ่มริบหรี่ลงทันที  แต่เจ้าหน้าค้นเอกสารที่เป็นบัตรประชาชนของแม่ และทะเบียนให้   ซึ่งมีรายชื่อลูกทั้งสามคนอยู่ด้วย  

4.ครูมาเริ่มที่สำนักงานเขตหลักสี่ เพราะมีสำเนาบัตรประชาชน  สำเนาทะเบียน  และแม่ของน้องเดฟ ชื่อ นางสาวสมศรี  ยิ่งสุข  กระบวนที่สำนักงานเขตหลักสี่  เริ่มด้วย



-ทำหนังสือขอคัดชื่อ นางสาวสมศรี  ยิ่งสุข  พร้อมทะเบียนบ้าน   และในทะเบียนบ้าน มีชื่อเด็ก ทั้งสามคนอยู่  และที่สำคัญมีเลข 13 หลัก และวันที่ย้ายเข้าทะเบียนบ้านแห่งนี้

-ทำหนังสือขอคัดใบเกิดของ เด็กชายจิตติพงศ์  อภัยแสน   แสดงว่าน้องเดฟ จำชื่อตัวเองผิดมาตลอดและใช้ชื่อที่จำผิดนั้น แสดงตัวกับเจ้าหน้าที่บ้านภูมิเวท  หรือแม้แต่ครูก็พยายามหาหลักฐานก็ไม่พบ  และขอคัดทะเบียนบ้าน   และเอกสารที่แสดงตัวตนของเด็กแต่ยังไม่ได้ทำบัตรประชาชน

แบบนี้โอกาสในการทำบัตรประชาชนของน้องเดฟ มีความหวังขึ้น

-ครูก็เลยขอเอกสารของพ่อน้องเดฟด้วย  และคัดเอกสารของน้องชายอีก 2 คน

5.ขอวิธีการการพาน้องเดฟที่เป็นเด็กเร่ร่อนวัยรุ่น อายุตามใบเกิดคือ 17 ปี  ต้องทำอย่างไรบ้าง  เจ้าหน้าที่จึงอธิบายว่าต้องพาเด็กไปทำบัตรตามทะเบียนของเด็กที่อยู่  เพราะ ต้องมีผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือคนที่เคยเห็นเด็กอยู่ในชุมชนนั้นเสร็จรับรอง  แต่หลักฐานของเด็ก ของแม่เด็ก พ่อเด็ก ครูต้องเอาไปด้วย  ถ้าถ่ายเป็นเอกสารมีการเซ็นต์รับรองจากสำนักงานเขต ใบละ 20 บาท   ครูเอาหมดค่ะ  ออกใบเสร็จให้ครูด้วยค่ะ    

6.เมื่อได้เอกสารเหล่านั้นมาในช่วงเดือน มกราคม 2562  ครูเริ่มมีความหวัง เรื่องจะมีคนไทยเพิ่มอีก 1 คน  และที่สำคัญที่สุดคือ เด็กเร่ร่อนขนาดแท้  การใช้เวลาสืบค้น  การคืนเด็กไปสู่ชุมชน  บอกได้เลยว่าทำสำเร็จ ได้บทเรียนในการทำงานครั้งนี้ อย่างมากมาย

          7.ครูก็เริ่มแสวงหา โทรศัพท์ไปยังเทศบาลหลักเขต  อำเภอเมือง  จังหวัดบุรีรัมย์ หลายครั้งมาก ถึงแม้จะเผยแพร่ของเฟสบุ๊ค หลายครั้ง ทุกอย่างก็เงียบเชียบไปเลย    แต่ทุกอย่างอยู่ในแผนงานที่ครูต้องดำเนินการต่อไป    แม้แต่ยังไม่ถึงเวลา