banner
244
พฤหัสบดี ที่ 10 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2561 แก้ไข admin

ห้องเรียน...ข้างถนน (ตอน สอง) ประวัติผมเอง

 

นางสาวทองพูล  บัวศรี

ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน  มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

 

          นักศึกษา  :   ถามในห้องบรรยาย  ครูครับ  ครูทำงานเกี่ยวกับเด็กด้อยโอกาสมากี่ปีแล้ว

          ครูจิ๋ว       :   ทำงานมาสามสิบปี ต่อเนื่อง  ที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก  และก็จะทำต่อไปจนกว่าจะทำไม่ไหว  ก็เตรียมตัวหาคนมาสานงานต่อเหมือนกัน  แต่คนรุ่นใหม่ หาคนยากเหลือเกินกับการเข้าใจและอยากทำงานอย่างนี้  ครูทำใจแล้ว

          นักศึกษา   :   กลุ่มพวกผมจำนวน หก คน อยากลงภาคสนามกับครูจิ๋วได้ไหม  ฟังครูบรรยายการเข้าถึงเด็กเร่ร่อนวัยรุ่นแล้ว เข้าใจว่ายาก   แต่พวกผมอยากต้องการศึกษา ประวัติเด็กเร่ร่อนสักกรณีศึกษา หนึ่ง  เพื่อมาเรียนวิชาจิตพัฒนาการครับ

          ครูจิ๋ว       :   ได้เลย แต่ขอเป็นวันศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2561  พบ กันที่สถานีรถไฟฟ้าเพลินจิต  เวลา  บ่ายสองโมง  แต่งตัวเรียบร้อยนะ

          นักศึกษา   :   กลุ่มผมต้องเตรียมอะไรบ้างครับ

          ครูจิ๋ว        เตรียมใจให้พร้อม  พร้อมที่จะเรียนรู้กัน  เปิดใจเรียนรู้ด้วย

          วันนัดครูจิ๋วต้องมีประชุมเรื่องแนวทางการจดทะเบียนการเกิด ในการทำงานด้วยกันระดับอาเซียน   มีการถกเถียงกัน  ครูได้เล่ากรณีศึกษาที่ครูลงไปทำ  แล้วได้รับการแก้ไข  แนวปฏิบัติที่อยู่ในประเทศไทยที่ดำเนินการ  แต่การปฏิบัติมีปัญหาหมด สำหรับเด็กเร่ร่อนต่างด้าว จนมีผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินมากระซิบว่า  ครูอย่าบ่นมีอะไรมาปรึกษากัน ค่อยๆ เรียนรู้กัน

          งานนี้ครูเองก็บอกได้เลย ถ้าผู้ใหญ่ไม่ลงมาแก้ไข  หรือฟังคนปฏิบัติ   คนว่าประเทศไทยทำดีแล้วกว่า 10 ประเทศในอาเซียน  จึงบอกว่าเมื่อไรที่แล้วเดี๋ยวครูจะไปรับ  มาลงภาคสนามทั้งบนถนน  พบเด็กๆ  ที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนการเกิดเป็นร้อยกว่าคน  มาลงพื้นที่ในแหล่งก่อสร้างที่ครูดำเนินการอยู่  เหมือนกัน  มาดูของจริงมาเห็นของจริง




          สำหรับครูเองต้องบอกว่าใจฝ่อไปบ้าง  แต่ทำเดินหน้าต่อเพราะ เด็กที่ต้องช่วยเหลือเป็นงานที่ต้องทำต่อเนื่อง

          เมื่อถึงเวลาบ่ายสอง  ครูนัดนักศึกษาจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  แต่งตัวด้วยชุดนักศึกษา อย่างเรียบร้อย  เป็นนักศึกษาชาย 2 คน  นักศึกษาหญิง จำนวน 5 คน  ทั้งหมด 7 คน  เฮ้อชุดใหญ่กับการสัมภาษณ์ ซักประวัติเด็ก เพียงคนเดียว   กรณีศึกษาของครูจะกระเจิงไหม  มาถึงขั้นนี้อย่างไรก็ต้องลองแล้ว

          ระหว่างทางที่เดินมาจากปากซอย เดินตามรางรถไฟ ที่ใช้รถเสบียงน้ำมัน และสินค้าจากท่าเรือมาที่สถานีบางซื่อ  ถึงแม้จะเป็นระยะทางไม่กี่กิโลเมตร แต่การวิ่งของรถไฟ จะเป็นช่วงกลางคืน   เมื่อประมาณสัก 25 ปี ที่แล้ว เคยเปิดศูนย์เด็กก่อสร้างของบริษัทนีมาคอนสตั๊กชัน  ที่สร้างอาคารสุขุมวิท 6  และนอนในแหล่งก่อสร้างติดกับโรงเรียน  มาเช่าที่รกร้างของการรถไฟ  ซึ่งปัจจุบันเป็นบ้านเช่าที่จับจองกันอยู่กว่า 1,000 หลังคา  มีทั้งคนไทยและคนต่างด้าว  (กัมพูชา เวียดนาม ลาว โรฮิงญา  ปากีสถาน  อุยกู  เป็นต้น)  ราคาบ้านเช่า เดือนละ 3,000  บาท ไม่รวมค่าน้ำค่าไฟ  สำหรับครูคือมันโหดเกินไป  เพราะสภาพแวดล้อมไม่ดีเลย   แต่สำหรับคนที่ต้องทำงานบริเวณสุขุมวิท  บอกว่าถูกที่สุดแล้วครู  ไม่อย่างนั้นก็นอนใต้ทางด่วนเอา  หรือเกาะกลางถนนสุขุมวิท  รับทั้งควันรถ และเสียงรถทั้งวันและคืน

          ตลอดการเดินทางของนักศึกษากลุ่มนี้ กับครู  กลายเป็นที่สนใจของชาวบ้าน  ที่เปิดร้านค้า ระหว่างทางเดินตามรางรถไฟมา   เสียงทั้งเด็กและครู  จะมีการส่งเสียงซักถาม  ว่าพากันทำไหม  เด็กกลุ่มนี้กลายเป็นที่แหล่งความรู้ตั้งแต่เมื่อไร  ไม่เห็นจะทำอะไร  เสียงเหล่านี้เป็นคำถามตลอดทางเดินสัก 1 กิโลเมตร   ตัวนักศึกษาเองไม่เคยลงพื้นที่ได้แต่อึ้งว่า  มีคนอย่างนี้ด้วยหรือ


          จึงบอกกับนักศึกษาว่า นี้คือบทเรียนบทแรก  ซึ่งไม่มีให้ห้องเรียน  ต้องผ่านการตอบคำถามและสายตาของคนเหล่านี้  ติเตียน  ว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนที่ต้องเอาใจใส่   สายตาของชาวบ้านที่อยากรู้ อยากเห็น และเด็กที่จะไปเรียนรู้ด้วยกัน  มีอะไรเป็นพิเศษ    ครูจึงชิงตอบเสียก่อนว่า  ครูได้เปิดห้องเรียนข้างถนน  เพื่อใช้กรณีศึกษาเป็นการเล่าชีวิตว่า ชีวิตของเด็ก เด็ก ที่มาอยู่ใต้ทางด่วนกันนี้ มีที่มาที่ไปกันอย่างไร  ถึงมารวมตัวกันได้  ต่างคนต่างพื้นฐาน  ต่างพ่อต่างแม่  ถึงมานอนบนที่นอนเก่า เก่า  มากินอยู่กันแบบนี้  ถ้าทุกคนเป็นพ่อแม่จะปล่อยให้เด็กมาอยู่แบบนี้ไหม

          มาถึงต่อมอที่พักของครอบครัวนางอุ้ม  กับ น้องเดฟ (เป็นกรณีศึกษา ที่ต้องการให้นักศึกษามาเรียนรู้ จากปากของ เด็กเร่ร่อนวัยรุ่น )   ซึ่งน้องเดฟเองเพิ่งจะตื่น   ปลุกให้ตื่นมากกว่า  ด้วยการไม่ได้ใส่เสื้อ ทำให้เห็นร่างกายที่ผอมมาก  ครูเองก็ไม่ได้สังเกต  เห็นการขาดอาหารอย่างชัดเจน  ตัวดำสนิท  ตั้งแต่หัวยันเท้า  ผมบนหัวของเดฟเหมือนฝอยขัดหม้อ  เหมือนใครเอาวิกผมของฝรั่งมาครอบไว้ที่หัว  แต่ทุกอย่างที่เห็นคือของจริงทั้งหมด   ครูเองอยากตัดผมของเดฟเป็นอย่างมาก  เพราะใครเห็นก็นึกว่ามหาโจรแน่นอน

          ให้นักศึกษา จำนวน 7 คน  มานั่งล้อมที่นอน  น้องเดฟกำลังลุกขึ้นมา  พร้อมเห็นหน้าของนักศึกษา ซึ่งรุ่นราวคราวเดียวกัน  มีบางคนเป็นพี่น้องเดฟ  

          เริ่มการแนะนำตัวของนักศึกษาว่า ชื่ออะไร เรียนวิชาอะไร  พร้อมทั้งบอกวัตถุประสงค์ในการสัมภาษณ์   เสียงนักศึกษาผู้หญิง  ว่าชีวิตและวิถีการดำเนินของน้องเดฟ เป็นกรณีศึกษา  ให้นักศึกษาได้เรียนรู้  ของให้ทำบุญทำกุศลกับพวกเราทุกคน เอาชีวิตของน้องเดฟเป็น  "ครู" ในการเรียนวิชานี้

          ได้ยินเสียงน้องเดฟ หัวเราะลั่น  นักศึกษาเองก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน  ซึ่งปกติน้องเดฟแทบจะพูดเลย เงียบตลอดที่รู้จักครูมา  ทำงานตามที่แม่อุ้มไห้ววาน  แต่วันนี้ได้ยินเสียงหัวเราะ  เล่าอย่างมีสนุกสนาน มีชีวิตชีวา

          ได้บอกชื่อจริง  ซึ่งตลอดเวลา น้องเดฟไม่เคยบอกเลย  อายุที่แท้จริง ว่า 16 ปีแล้วนะ  เคยถูกพ่อที่แท้จริงไปเอาทิ้งไว้สถานสงเคราะห์แล้วมาจับแม่ที่บ้าน  (ครูรู้ภายหลังลงไปที่สถานแรกรับบ้านภูมิเวท ว่าแม่ของเด็กพิการทางสายตา  ส่งเข้าสถานคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี  ตั้งแต่ปี 2554  พร้อมแยกน้องเดฟ มาอยู่ที่สถานแรกรับบ้านภูมิเวท)


          ได้อยู่บ้านภูมิเวท มีความสุข ได้เรียนหนังสือ  แต่ความติดใจกับพ่อตลอดเวลาว่าทำไหมต้องแจ้งสงเคราะห์ว่าตนกับแม่ขอทาน   ในเมื่อเงินขอทานพ่อเอาไปกินเหล้าตลอดเวลา  แม่ถูกทำร้ายร่างกาย  จึงพยายามหลบหนีออกมาเมื่อปี พ.ศ. 2556  อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเรียนได้ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนวัดกลางเกร็ด   งานนี้อยากรู้ความจริง  อยากคุยกับพ่อว่าทำไมพี่ชายอยู่กับพ่อได้  แต่สำหรับ น้องเดฟ ต้องถูกจับพร้อมแม่  (ตั้งแต่วันนั้น ถึงวันนี้ยังหาแม่ไม่เจอเลย ว่าถูกส่งต่อไปที่ไหน)

          การใช้ชีวิตในแต่ละวัน ในปัจจุบันนี้  เริ่มมีน้องอาท  น้องบิว  น้องอ๊อฟ  อีกสามหนุ่ม มาสมทบ  เรียกเสียงหัวเราะ   เวลาสามชั่วโมงกับการเรียนรู้  "ชีวิตของเด็กเร่ร่อนใต้ทางด่วน" เด็กนักศึกษาบอกว่า มันคือห้องเรียนที่ยิ่งใหญ่มาก  มันคือของจริง ที่ไม่ได้อ่านจากในหนังสือ  ได้เห็นหน้าตา  ได้สัมภาษณ์   นักศึกษาเองบอกว่าหายกลัวเด็กเร่ร่อน คนเร่ร่อน แล้วครับ

          เมื่อนักศึกษาออกจากพื้นที่ ครูของมานั่งคุยอีก หนึ่งชั่วโมงเต็ม เพื่อประเมินการเรียนรู้ในครั้งนี้ และ เอนำบทเรียนของนักศึกษาไปปรับกระบวนการเรียนรู้กับนักศึกษากลุ่มอื่นๆ  เสียงสะท้อนของนักศึกษาชัดเจนว่า

          - เป็นกระบวนการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ข้างถนน อย่างชัดเจน  ทำให้ตัวนักศึกษาที่เคยอยู่ในแต่ห้องแอร์  ได้เดินตามรางรถไฟ  เดินอย่างไรไม่ให้สะดุดก้อนหิน   แล้วก้าวเท้าอย่างไรให้ตรงกับหมอนไม้ที่วางไว้เรียงรอรับล้อรถไฟ  และเมื่อมีคนเดินสวนมาจะหลบกันอย่างไร  ครูครับในชีวิตเพิ่งจะได้เดินแบบนี้จริงๆ วันนี้เอง  สำหรับผมมันฟินมากครับ   ห่างจากมหาวิทยาลัยไม่กี่กิโลเมตร  ทำให้พวกผมรู้ว่า  มันช่างแตกต่างกันจริง  ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตระเกียกตระกายกันไปดูงานต่างจังหวัด  ต่างประเทศ แต่งานนี้อยู่ในเมืองให้เห็นกันชัดเจน  แทบจะตำลูกตากันอยู่แล้ว

          -การก้าวเท้าย่างจากรางรถไฟมาที่บ้านบนต่อมอ เดินบนก้อนหินอย่างไร ที่ไม่ให้ตกลงจากก้อนหิน ไม่อย่างนั้นรองเท้าสีขาวของนักศึกษาผู้หญิงจะเปรอะเปื้อนโคลน  เพราะก่อนที่จะตกมานั้นฝนตกอย่างหนักมาก  จึงมีน้ำขังเป็นแอ่ง  พร้อมกับมีเศษขยะที่ส่งกลิ่นเหม็นอย่างมาก  เป็นบททดสอบอีกหนึ่งบทเรียน  ไม่อย่างนั้นกลับบ้านด้วยกลิ่นขยะและโคลนที่ติดรองเท้าไปแน่นอนคะครู


          -การขึ้นต่อมอไปหาน้องเดฟ  ครูคะ เป็นอีกบททดสอบ  ครูบอกตรงๆ  พอเห็นครูถอดรองเท้าออกจากเท้า  แล้วเดินอ้อมมาหาน้องเดฟที่นอนบนถนนที่แสนสกปรก  หนูบอกได้เลยว่า ครูให้พวกหนูต้องถอดด้วยหรือเปล่า  แต่ครูเงียบสังเกตว่าที่เท้ามีถุงเท้าหนาพอสมควร  แต่ได้ยินเสียงของแม่อุ้มว่าไม่ต้องถอดรองเท้า  แต่การขึ้นบันไดแค่ห้าขั้น  จะขึ้นอย่างไรถ้าไม่ถอด  ถอดก็ถอดนะเพื่อนๆ ทุกคน ได้มองหน้ากัน  ตอนนั้นนึกถึงเสียงครูที่บอกอยากรู้จักเขาปฏิบัติตัวให้เหมือนเขา  แล้วพวกเราจะได้ใจ  ข้อมูลแท้จริงจะออกปากจากกรณีศึกษา   เพราะพวกเราไม่ได้รังเกียจเขา  คนทุกคนเท่ากัน  สุดท้ายเราก็หิ้วรองเท้าขึ้นต่อมอกันทุกคน  บอกได้เลยว่าได้หัดขึ้นบันไดเป็นครั้งแรกในชีวิตคะครู

          -เมื่อเดินอ้อม   หนูเห็นครูค้อมหัวค้อมตัว แทบจะคลานเพื่อไม่ให้หัวโดนคานสะพาน  พวกเราทั้งเจ็ดคน ได้เรียนรู้จากครู  แล้วครูก็นั่งลงบนที่นอนของน้องเดฟ  พวกเราตกใจว่าจะนั่งได้ไหม  เพราะทั้งดำ และสกปรก  ส่งกลิ่นเหม็นไปหมด  แต่ครูเฉยมาก  ไม่มีท่าทางที่รังกียจ  แถมด้วยมือของครูก็ไปขยี้ผม  พวกเราหันมามองหน้ากันอีกครั้ง  ครูบอกว่า "ชีวิตของเดฟครูเลือกแล้วว่าเป็นบทเรียนที่แบ่งปันกัน ชีวิตเป็นสิ่งที่เดฟเลือกเอง ครูเคารพการตัดสินของเดฟ จะให้สัมภาษณ์หรือไหม ขึ้นอยู่กับเดฟคนเดียว "   พวกเราเห็นสายตาของเดฟเป็นประกายทันที  แล้วครูก็เดินออกไป  ครูคะทึ้งคะ ทึ้งจริง  กับคำพูดไม่อีกสิบคำ ทำให้เด็กคนหนึ่งเห็นคุณค่าของตัวเอง  น้องเดฟเป็นคนบอกนะครู

          -ทุกอย่างที่เรียนรู้จากครู  จากการปฏิบัติ จากคำพูด  แค่ท่าทางที่ครูปฏิบัติกับกรณีศึกษา  เป็นท่าทางด้วยความเมตตา คำพูดที่กึ่งให้คำแนะนำ  ให้ทางเลือกกับน้องเดฟตลอดเวลา  ด้วยความเคารพที่กรณีศึกษาเขาเลือกวิถีชีวิตของเขา  ครูคะครูเองที่สอนพวกเราทุกคนในการปฏิบัติตัวกับคนที่เท่ากันจริง จริง  ผมจะเอาสิ่งเหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนกันในห้องเรียน   เพราะพวกเราในอนาคตคือครูที่ต้องสอนเด็กนักเรียน  พวกเราจะนำการปฏิบัติตัวไปเป็นแบบอย่างในการสอนลูกศิษย์ของเราในอนาคต


          -สำหรับประวัติของน้องเดฟ  เป็นข้อมูลที่สุดยอดมากครับ   พวกเราทุกคนยังไม่กล้าที่จะใช้ชีวิตที่ไม่ง้อใคร  ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์   แต่สำหรับน้องเดฟพูดว่าชีวิตของผม  ผมต้องใช้อย่างระมัดระวัง รอแม่กลับมา  ผมจะกลับไปถามพ่อว่า "รักผมบ้างไหม" คำถามง่ายๆ  แบบนี้เล่นเอาพวกเราทุกคนอึ้ง  เราได้รับความรักจนมันทะลักออกมาจากปากของพ่อกับแม่ตลอดเวลา  แต่คำถามน้องเดฟอยากได้ยินจากปากพ่อเท่านั้น   สะท้อนความเป็นครอบครัวที่ทุกคนถวิลหา

          ครูครับ ห้องเรียนของครูยิ่งใหญ่มากครับ  ขอบคุณจริงๆ ที่เปิดกะโหลกพวกเราทุกคน  ว่าการเรียนรู้ทุกชีวิตคือบทเรียน  ทุกการกระทำของเด็กเร่ร่อนมีที่มาที่ไป  ซึ่งสะท้อนปัญหาสังคมที่หยั่งราก กว่าจะแก้ไขด้วยการสงเคราะห์เท่านั้น   ต้องสร้างให้เด็กเหล่านี้เห็นคุณค่าของตัวเอง  ครูข้างถนนช่วยกันประคับประคองจนกว่าเด็กเร่ร่อนจะมีงานทำ  มีทางเลือกที่เขาพร้อมที่จะเลือกเอง