banner
642
จันทร์ ที่ 19 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2561 แก้ไข admin

สวนสนุกในโรงพยาบาล.... ของเด็กเร่ร่อนต่างด้าว

 

นางสาวทองพูล   บัวศรี

ผู้จัดการโครงการครูข้างถนน  มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

 

                เมื่อเอยถึงการไปโรงพยาบาล ทุกคนเกิดความเบื่อ  ความเซ้ง   ไม่อยากไป  รอคอยนาน  มีแต่ความเศร้า หดหู่   มีกลิ่นยา กลิ่นห้องน้ำ  คนเยอะแยะมากมายไปหมด  มองไปทางไหนก็มีแต่คนป่วยเห็นความสังเวชใจเป็นอย่างมาก

                เมื่อวันที่ 15,16 กุมภาพันธ์  ที่ผ่าน  ครูมุ้ย ครูเอก  นำเด็กจำนวน 13 คน แม่เด็กอีก 4 คน  ไปเข้าตรวจการคัดกรอง วัณโรค ที่โรงพยาบาลเด็ก   ซึ่งคนเหล่านี้ต่างด้าวหมดเลย และไม่มีเอกสารใด ใด ทั้งสิ้น  งานนี้ทดลองการผ่านด่านหลายด่านมาก

                ตั้งแต่เรื่องงบประมาณในการใช้ทั้งหมด  เพราะเมื่อย่างก้าวเข้าโรงพยาบาลก็ต้องจ่ายอยู่แล้ว  เริ่มตั้งแต่จะพากันออกจากชุมชน จะเดินอย่างไร  คิดไปเหมารถตู้แล้วเหมา ทางรถตู้คิดเที่ยวละ 1,100  บาท วันหนึ่งสองเที่ยว  2,200 บาท   ซึ่งคิดแล้วหนักมาก  การใช้จ่ายก็แพงด้วย  แล้วต้องใช้สองวัน  เฉพาะส่วนหนึ่ง ก็ 4,400  บาท  จึงของหาคนขับรถให้จึงขอครูเอกมาช่วยขับรถให้ก่อน  ครูเอกต้องออกจากที่พักตั้งแต่ตีสี่  มาถึงที่เด็ก หกโมงเช้าไปอย่างนั้นรถติดอย่างมาก  มาถึงโรงพยาบาล แปดโมงพอดี

                คิดต่อเรื่องการเดินทาง จำนวนผู้ที่ต้องคัดกรองครั้งนี้เฉพาะเด็ก 13 คน แม่ที่ดูแลอีกกว่า 4 คน  เดินทางไปไหนก็ผิดเต็ม เต็ม  เพราะไม่มีเอกสารใดเลย  อยู่เมืองไทยแบบผิด ผิด  ครูต้องเตรียมเอกสารตัวเอง เผื่อว่าเวลาที่ตำรวจจับจะได้มีเอกสารยืนยัน  ตั้งแต่บัตรเจ้าหน้าที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก  บัตรอนุกรรมการช่วยงานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (เขาให้ยุติบทบาทไปแล้ว)  บัตรผู้เชี่ยวชาญประจำตัว  สนช. (นายวัลลภ  ตังคณานุรักษ์)  เป็นถือว่าเป็นผ้ายันต์ไว้ก่อน  เวลาเรียกตรวจก็ต้องบอกว่าพากันไปโรงพยาบาล  พวกเขาทุกคนป่วย  ถ้าไม่รักษาเขาแพร่ไปใครรับผิดชอบ....


                ทุกอย่างต้องเตรียมพร้อมทุกเรื่อง  มาถึงโรงพยาบาล อาหารเช้าไม่ได้กินกันมาสักคน  ต่อด้วยครูเอกช่วยเอานมจำนวน หลายสิบกล่อง พร้อมขนมที่บริจาคให้เด็กกินและช่วยกันดูแลความสะอาด  เก็บขยะ เข้าห้องน้ำ เด็กมากก็วุ่นวายไปด้วยหลายเรื่อง แค่การนั่งเฉย เฉย  อย่าได้หวังเลย

                ครูเองต้องไปรับอีกครอบครัวหนึ่งนั่งรถไฟฟ้ากันมา เดินจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมา    เห็นครูมุ้ยกำลังสาระวนอยู่กับกองเอกสาร  ที่ต้องกรอกแบบใหม่  บางส่วนกรอกไปแล้ว  ซึ่งครูก็ถือว่าโชคดี ซึ่งทางทีมของ คุณหมอโชษิตา ภาวสุทธิไพศิฐ (คุณหมอจูน) กับทีมงาน  ซึ่งมี ท่าน อาจารย์ ลือชัย ศรีเงินยวง  (จากมหาวิทยาลัยมหิดล)  ช่วยประสานงานกับทางคุณหมอที่โรงพยาบาล   ในใจครูจะผ่านด่านแรกอย่างไร  สุดท้ายก็ต้องเอาไลน์ที่คุยงานกันเฉพาะกลุ่ม ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายคัดกรองดูว่า  ทำไมต้องมาตรวจเพิ่มเติม พร้อมทั้งใบตรวจ ขั้นตอนแรก  ผ่านไปด้วยดี  ก็ใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่ง  เพราะของครูเด็กเยอะ  และคนเยอะมาก

                ผ่านกันหอบหิ้วทั้งเด็กและแม่ ครูสามคนแค่ด่านแรกก็หมดแรงแล้ว  แต่เด็กก็สนุกกับการขึ้นบันไดเลื่อน  คงสนุก วิ่งขึ้น-วิ่งลง  เจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยก็โวยว่าลูกหลานใคร  ครูก็ต้องละการประสานงานมากำกับ   อีกชุดหนึ่งก็ต้องพาเด็กไปห้องน้ำ  ชาย-หญิง  แม่เด็กก็ยืนคอย  ส่วนเด็กเล็กพอเห็นว่ามีที่ว่างและกว้างมากก็วิ่งสุดฤทธิ์  ชนทุกอย่างที่ขวางหน้า  สนุกของเด็ก เด็ก  จะให้เก็บนั่งเงียบ เงียบอย่างไร  ก็คงไม่ใช่เด็กแน่นอน

                ขึ้นมาชั้นสองผ่านการช่างน้ำหนัก วัดส่วนสูง น้ำหนัก  ครูสามคนต้องยืนกำกับ  เพราะทุกอย่างใหม่กับเด็กหมด  ทั้งชีวิตของเด็กก็ไม่เคยมาโรงพยาบาลแบบมีขั้นตอน  ที่ละเรื่องในการดำเนินการ  เด็กเองก็ตื่นเต้น  ทุกอย่างใหม่ไปหมด ทุกอย่างรอบตัวน่าเรียนรู้ อยากรู้อยากเห็น  เครื่องช่างน้ำหนักก็ทันสมัย  เด็กบางคนกลัวไม่ยอมขึ้นบนเครื่องช่าง  จึงมีเสียงร้องไห้ผสมกับเสียงหัวเราะของเด็ก  บางคนเกาะติดแม่แจไม่ยอมปล่อย   บางคนก็ไม่เอาแม่เลย


                เมื่อขั้นตอนนี้ผ่าน  คุณพยาบาลใจดีมากก็ให้ครูพาเด็ก เด็ก มานั่งหน้าจอโทรทัศน์เครื่องใหญ่  ดูซีดีเกี่ยวกับหนังของเด็ก  เด็กน้อยสงบลงเพื่อรอคุณหมออีกชั่วโมงหนึ่ง   แต่ครูเองก็ไปพบคุณหมอก่อนเพื่ออธิบาย พร้อมกับเอาแฟ้มเอกสารที่ทีมงานของคุณหมอที่ลงมาตรวจครั้งแรกที่ชุมชนเปรมฤทัย ว่าแต่ละเคสเกี่ยวข้องหรือสัมผัสวัณโรคอย่างไร  มีเอกสารชิ้นแรกที่คุณหมอตรวจเป็นการยืนยันว่าเด็กต้องมีการตรวจเพิ่ม

                เด็กแต่ละคนเรียกเข้าห้องตรวจทีละครอบครัว ใช้เวลามาก  พบคุณหมอที่ใจดีอย่างมาก มาก  ใจเย็น ถามเด็กด้วยความเมตตา  ใช้น้ำเสียงที่นุ่ม ชวนคุย  ทำให้การมาโรงพยาบาลวันนี้ เด็กมีความสุข ไม่เครียด ไม่กลัว ตอบคำถามกับคุณหมออย่างตรงไปตรงมา  ขั้นตอนนี้ผ่านไปด้วยดี

                แล้วเด็กทุกคนต้องผ่านการเอ๊กซเรย์ทุกคน  จึงพากันขึ้นไปชั้น 3 ห้อง 309  เด็กเยอะมาก  แล้วจะทำอย่างไร  เด็กไม่มีที่นั่งแบบสงบแล้ว คิวเยอะมาก  สำหรับครูเองก็ต้องแบ่งเป็นสามกลุ่ม ครูมุ้ยดูแลกลุ่มที่หนึ่งต้องไปประสานงานชั้นที่ 11  เตรียมการพบคุณหมอคลินิกวัณโรคโดยตรง  ครูเอกเอกต้องดูแลกลุ่มที่สองกับเด็ก เด็ก รอการเอ๊กซเรย์    สำหรับครูต้องวิ่งไปจ่ายเองที่ละคนใช้เวลากว่าชั่วโมงหนึ่ง และใช้จ่ายเยอะมาก  คุณหมอทุกคนกังวลในค่าใช้จ่าย  มาถึงตรงนี้ ต้องสู้กันต่อค่ะ  งบบางส่วนได้รับสนับสนุนจากคุณหมอจูน  ถึงอย่างไรก็ต้องจ่ายไม่ถอยอีกแล้ว  ครูคอยโอกาสอย่างนี้มาสี่-ห้าปี  ที่อยากให้เด็กกลุ่มนี้พบคุณหมอได้รักษาต่อเนื่อง  จึงไปกดเงินที่มีสู้กันก่อนวันนี้

                พอขึ้นมาตกใจเพราะเด็กคนอื่นๆ  เขานั่งพร้อมครอบครัวแบบนิ่งมาก  แต่พอมาเจอเด็กของครู มีของเล่น มีชิงช้า มีม้า เป็ด ไก่ ฯลฯ  เด็กของครูเลยสนุกกันมากนั่งคอยกว่าสองชั่วโมงจิ๊บๆไปเลย กลายเป็นว่าเด็กคนอื่นๆไปก่อน  เพราะทุกคนที่เป็นเจ้าหน้าที่พออกมาเห็นเด็กของครู ได้แต่พยักหน้า  เด็กสนุกกันจริงๆ  กลายเป็นว่ามาโรงพยาบาลวันนี้เหมือมาสวนสนุกกันเลย  โดยเฉพาะเจ้าธนา ตัวเล็กสุด

                น้องธนากำลังหัดเดิน กำลังวิ่งเร็วมาก  มีพลังเยอะมากตั้งแต่เช้า  ดีตรงที่พี่ พี่ ช่วยกันจับ ช่วยกันดูแล   แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด  คืออาการหิวแล้ว  เพราะตอนเช้ากินแค่นมกับขนมเท่านั้น  เพราะตอนนี้ก็เกือบเที่ยงแล้ว   สุดท้ายการเอ๊กซเรย์ก็เรียบร้อย  จึงพากันมาสมทบกับครูมุ้ย  ที่รออยู่ที่โรงอาหาร  งานนี้คนเยอะมาก จะจัดการอย่างไร


                การกินอาหารกลางวันจึงต้องแบ่งเป็นสองกลุ่ม   กลุ่มแรกครูมุ้ยจัดการให้นั่งโต๊ะ แล้วสั่งอาหารเป็นถ้วย ข้าวเปล่ากินด้วยกัน  และน้ำดื่มคนละขวด  สำหรับกลุ่มของครูเยอะหน่อยมองไปทางไหนก็โต๊ะไม่ว่าง  แต่บังเอิญมีที่ว่างอยู่แปดที่  แค่คุณพยาบาลนั่งอยู่ประเมินน่าจะเป็นหัวหน้าตึก หรืออะไรสักอย่าง   ครูเข้าไปพูดว่าขอโทษนะขอให้เด็ก เด็กและแม่นั่งด้วย  คุณพยาบาลพยักหน้าเชิญชวนอย่างเต็มใจ  และรีบกินอย่างเห็นได้ชัด  แต่ครูเองก็รอไม่ได้แล้วเพราะเด็กหิวมาก   จึงหันไปร้านค้าเห็นข้าวผัดถาดใหญ่มาก  สั่งเหมือนกันหมดทีเดียวเลย 10 จาน พร้อมหมูทอดคนละหนึ่ง  แม่ค้าตักแบบพูนจานเต็มจานมาก  สำหรับครูกินสองวันแน่   แต่เด็กกินแบบเกลี้ยงจานไม่เหลือ  แถมด้วยคุณพยาบาลสองคนไปซื้อขนมวุ้นมาให้สี่กล่อง  ให้เด็กกินอีกคนละสองชิ้น   ต้องขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีมาก มาก  ทั้งเมตตา ทั้งเอื้ออาทร  มีการแบ่งปัน  แถมบอกว่าให้เด็กได้กินของอร่อย  จะเหลืออะไรกินกันเรียบ  แต่ครั้งนี้เห็นได้ชัดในเรื่องความเป็นระเบียบ กินไม่หก  เก็บจาน ชาม เรียบร้อย   เด็กกลุ่มนี้จำนวนกว่า 7 คน เข้าเรียนแล้ว  เรื่องวินัย ความเรียบร้อย จึงถูกฝึกมาอย่างเห็นได้ชัด ทิ้งขยะเป็นที่

                สำหรับครูเองถึงจะต้องกังวลในขณะที่วิ่งประสานงาน ดำเนินการเครียดเล็ก เล็ก กับท่าทางของบางคน  แต่เห็นเด็ก เด็กของครูทำอะไรที่เรียบร้อย สะอาด จัดการได้ดี  ยิ้มแบบหน้าบาน ภูมิใจ มีกำลังใจอย่างมาก  กับสิ่งที่ทั้งครูและครูมุ้ยผลักดันในเข้าสู่ระบบการศึกษา  ให้เขามีโอกาส ได้มีที่ยืน  หายเหนื่อยค่ะ เด็กเองก็ไม่ทะเลาะกันเลย ช่วยกันดูแล น้องเล็ก แม่เองถึงจะง่วงนอนแต่สู่ไม่ถอยกันเลย 

                เมื่อมื้อกลางวันผ่านด้วยดี ก็ขึ้นชั้นที่ 11   เจอเด็กเยอะมาก  แต่ละครอบครัวก็อยู่ห่างกัน ไม่มีการสังสรรค์  เด็กเรา 13 คน  ขึ้นมาถึงก็วิ่งอย่างเต็มที่เพราะพื้นที่กว้างมาก มีของเล่นอีกเยอะ  ครูเองก็ต้องไปคุยกับพยาบาล และแยกแฟ้ม   คุณพยาบาลใจดีจะขอให้เราพรุ่งนี้ วันนี้ตรวจที่ละครอบครัว  งานนี้เจออย่างนี้เครียดค่ะ   ต้องต่อรอง เพราะงานของคอยอยู่พรุ่งนี้หลายเรื่อง  ที่สำคัญคือคนขับรถ  เรื่องใหญ่ทั้งนั้น

                จนคุณหมอขึ้นมา  แต่มีคุณหมอเพียงแค่ 2 คน เด็กที่ป่วยรออยู่กว่าสามสิบคน  บวกของครูอีก 13 คน  รอดไหมนี้ ภาระคุณหมอยิ่งใหญ่มากกับภาระตรงหน้านี้   ครูเองกังวลและเครียด  สุดท้ายคุณหมอกิตติชัย มูลวิริยกิจ  และคุณหมอพักตร์เพ็ญ  สิริคุตก์   คงเดินมาแล้วเห็นหน้าครูพร้อมเสียงของเด็ก เด็ก ที่พลังไม่ตกเลย วิ่งกันอย่างแข่งขันกันที่สนาม  ทุกคนเห็นก็ได้แต่ยิ้ม  บอกครูว่าจะช่วยกันตรวจจนเสร็จของครูแต่ใช้เวลาหน่อย  ขอตรวจเด็กคนอื่นก่อน   ครูโล่งอกยิ้มออกหน้าบาน  ไปนั่งเฝ้าเด็กที่หน้าลิฟท์ทันที


                เด็กอยากเล่นอะไรตามสบายเลย   ปล่อยให้แม่นั่งหลับกันบ้าง  ครั้งนี้เมื่อผู้ปกครองหลายคนเห็นครูไม่นั่งเฝ้าเริ่มปล่อยเด็กมาเล่นด้วยกันกว่าสามคนคน  สนุกซิค่ะ  สนุก  มีทั้งผู้นำ ผู้ตาม  กลายเป็นว่า เกม “บ้าไล่แอบ”  จึงเกิดขึ้นทันที   เด็กบอกชื่อกันเอง  วิ่งกันจนคุณพยาบาลต้องมาสะกิดเรียกเข้าห้องตรวจที่ละคน  เพราะเรียกชื่อแล้วไม่ได้ยิน  เพราะเสียงของเด็กดังมาก  เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยต้องขึ้นมาดูด้วยอีกสองคน  มีขนมติดมือมาแบ่งปัน  กินด้วยกันทุกคน  ครอบครัวต่างยืนงง แบ่งปัน บางคนก็วิ่งไปเอาขนมที่พ่อแม่มาแบ่งให้เด็กของครู  เด็กของครูก็เอาขนมมาให้กัน  ทั้งกินทั้งเล่นละลายความเป็นตัวตน   เด็กก็คือเด็ก

                เด็กของครูได้ตรวจเมื่อเวลาสองโมงครึ่ง  แต่คุณหมอใจดีมาก  ให้ความเป็นกันเองก็เด็กกับแม่ ซักแบบละเอียดมาก ตรวจละเอียด  ใช้เวลากว่าสองชั่วโมงครึ่ง  และเด็กจำนวน 8 คนที่ต้องทดสอบผิวหนัง อีกหนึ่งคนแม่กับเด็กต้องตรวจ โรคเอดส์ด้วย  แต่เวลานี้ห้าโมงเย็นแล้ว ทุกคนกลับกันหมดแล้ว  แต่คุณพยาบาลสามคนช่วยครูจนทุ่มกว่า  สุดท้ายไม่ทันเรื่องการฉีดยาเพื่อทดสอบ  จึงไปจ่ายสตางค์ก่อนพร้อมซื้อยาไว้ก่อน  แล้วให้เด็กกับบ้านไปพร้อมกับครูเอก ครูมุ้ย  พรุ่งนี้ลุยกันต่อ 

                สำหรับครูก็เริ่มจ่ายเงินอีกรอบในการตรวจเลือดเด็กเพราะท้องเสียมากว่าสามเดือนแล้ว  และสำหรับแม่เองก็ต้องตรวจ แต่เวลานี้เอาเด็กก่อน  สำหรับแม่ครูค่อยหาทางตรวจอีกครั้งเพราะค่าใช้จ่ายสูงมาก  ขอความอนุเคราะห์ก็ไม่ได้แน่   อย่างน้อยต้องสามโรคที่สะสมอยู่ในตัวแม่แน่นอน  และที่สำคัญคนข้างถนนอีกจำนวนมากที่เป็นโรคแล้วไม่มีโอกาส  ตายอย่างหมาข้างถนนแน่ๆ 

                เมื่อวานก่อนมีคนป่วยที่เป็นคนไร้บ้าน คุณหมอสงสัยว่าน่าจะโรคเอดส์  พอไม่มีญาติ ไม่มีเงิน ก็ให้ออกจากโรงพยาบาลทันที่  ขอส่งไปหน่วยงานที่ทำงานโดยตรงก็บอกว่าตอนนี้เต็มหมด  สวัสดิการคนข้างถนน  นโยบายดีทางปฏิบัติยังอีกไกล (ไม่เป็นจริง สมคำโฆษณาค่ะ) คอรัปชั่นเงินคนจน


                สำหรับน้องรจนา(นามสมมุติ)  ต้องตรวจเลือด สาม-สี่ เรื่อง เพราะเด็กทั้งซีด มีแผล หายความสงสัยตรวจก่อน คุณหมออยากให้นอนที่โรงพยาบาล แต่หาเตียงแยกห้องก็ไม่มี  แต่ผลเลือดของเด็กบางตัวดี  และเด็กเองก็ง่วงนอนอยากกลับบ้านแล้ว  กว่าจะเสร็จในการตรวจ ซื้อยา ก็ใช้เวลาสามทุ่ม  สำหรับค่ำคืนนี้ ที่คนป่วยที่เป็นเด็กเยอะมาก

                ครูได้ส่งครอบครัวนี้ที่แค่ปากซอย  เพราะครูก็ตีรถกลับมานอนที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก   วันรุ่งขึ้นต้องตื่นตีสี่  ไปรับอีก 11 คน คนที่ต้องนัดตรวจอีกครั้ง  มาทดสอบผิวหนัง  และมีแม่ที่ต้องเอ๊กซ์เรย์ปอดอีก 1 ราย  น้องท่าคนเก่งมีลมออกจากปอดต้องเอ๊กซ์เรย์ซ้ำ และตรวจซ้ำ (งานเข้าอีกเรื่อง)  สุดท้ายก็ต้องครูเป็นสามกลุ่มอีก

                ครูมุ้ยกับคุณพยาบาล ต้องช่วยทดสอบผิวหนังจำนวน 8 คน  ที่ห้อง 1216  ฉีดยา  มีน้องธนาคนเก่งบอกว่าไม่เจ็บเลย  ฉีดเสร็จวิ่งกันยาเดี๋ยว  เล่นกันกันวุ่นในโรงพยาบาลเลย

            ครูเอกช่วยดูเด็ก เด็ก พร้อมแม่

                ครูเองต้องวิ่งจ่ายเงิน พาแม่กับเด็กไปเอ๊กซ์เรย์  ใช้เวลาเคลียร์งาน เพราะบ่ายต้องวิ่งมานิเทศนักศึกษาฝึกงานที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก  ทุกอย่างต้องเสร็จก่อนเที่ยง  

                เมื่อเสร็จเอ๊กซเรย์แล้ว ส่งแม่มาอยู่กับครูเอก  ครูกับครูมุ้ย ไปนั่งเฝ้าหน้าห้องตรวจ  พอถึงเวลาต้องให้ครูมุ้ยกับแม่เด็ก ตัวเด็ก เข้าไป  เพราะมีงานด่วนสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ เรื่องจำนวนเด็กเร่ร่อนในกรุงเทพมหานคร  การการนำเด็กได้รับสวัสดิการ  ด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล ที่อยู่อย่างปลอดภัย สิทธิขั้นพื้นฐาน   ทุกอย่างเอาแค่ตัวเลข  แต่งบประมาณที่จะมาช่วยไม่มี  

                สำหรับวันนี้เสร็จสุด ส่งเด็ก เด็กขึ้นรถตู้กลับบ้าน กลับชุมชน  ครูเดินทางกลับ

                แต่สำหรับครูมุ้ย วันจันทร์ ต้องพาเด็ก 8 คนไปอ่านผลที่คลินิกก่อน

                แล้วต้องพาเด็กมาพบคุณหมออีกครั้งทั้งเช้า-บ่าย  วันที่ 28 กุมภาพันธ์  2561 

                ครูจะมาเล่าต่อให้ฟังในภาคสอง    เสียงพยาบาลบอกครูว่า เด็กแต่ละคน ต้องใช้เวลาเฝ้าระวังสองปี  ยิ่งได้สัมผัสกับแม่ และคนในครอบครัว  ใช้เงินด้วยนะครู เพราะไม่มีสวัสดิการอะไรเลย

                งานนี้นักวิจัย นักวิชาการ  ต้องช่วยเด็ก เด็ก แล้วนะ   เด็กที่มาวันนี้เพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์เท่านั้น  ยังมีคนเจ็บป่วยบนถนนอีกมาก  ในชุมชนที่ซ่อนตัวกันอยู่อีกเยอะ   ช่วยกันป้องกันโรคดีกว่าต้องเสียงบประมาณมารักษา

                สิ่งที่เป็นปรากฎการณ์ครั้งนี้ คุณหมอบอกว่า  เรื่องใหญ่มากนะครู  มันเรื่องระบาดวิทยาของโรค  แล้วโรคนี้กระจายได้เร็วมาก   ถ้าไม่มีอย่างครูสามคนที่ขุดเด็กเหล่านี้มาให้คุณหมอรักษา คุณหมอก็ไม่รู้เลย เพราะพวกคุณหมอทั้งหลายก็อยู่แต่ในโรงพยาบาลเท่านั้น

                งานเล็ก เล็ก อย่างช่วยแม่และเด็กเร่ร่อนต่างด้าว แต่มันสะเทือนนโยบายของสาธารณสุขของประเทศเลย